บทความที่10 ระบบศาลไทย

1.ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลชำนัญพิเศษที่จัดตั้งขึ้น มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ คือ พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ
2.ศาลยุติธรรม เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาที่เป็นการทั่วไป คือคดีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น
3.ศาลปกครอง เป็นศาลชำนัญพิเศษที่จัดตั้งขึ้น มีอำนาจที่พิจารณาคดีปกครอง
4.ศาลทหาร เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับวินัยทหารเป็นหลัก
10.1ศาลรัฐธรรมนูญ
1.ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลประเภทหนึ่งที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
2.ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มดำเนินการเองไม่ได้ ต้องมีผู้เสนอคำร้องให้พิจารณา ผู้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น ศาล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี เป็นต้น
3.ศาลรัฐธรรมนูญมีวิธีพิจารณาคดีที่กำหนดขึ้นมาเอง โดยความเห็นชอบเป็นเอกลักษณ์ของตุลาการรัฐธรรมนูญ
4.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นขิงรัฐ
10.1.1 ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ
ยกตัวอย่างคดีที่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ 2 คดี
คดีที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น
1.กรณีวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชกำหนดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
2.วินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
10.1.2 สิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่มีปัญหาว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ใครเป็นผู้มีสิทธิเสนอคำร้องให้ศาลยุติธรรมพิจารณา
มี 2 กรณีคือ
1.ศาลทุกศาล ทั้งในกรณีที่ศาลเห็นเองหรือมีคู่กรณีโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ
2.ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
10.1.3 การดำเนินกระบวนพิจารณา
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะพิเศษอย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญสามารถกำหนดวิธีพิจารณาคดีได้ด้วยตนเอง ซึ่งกระทำโดยมติเอกฉันท์ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่วิธีพิจารณาคดีของศาลอื่นนั้นจะต้องตราเป็นกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
10.1.4 ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลอย่างไร
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรให้ปฏิบัติตาม
10.2 ศาลยุติธรรม
1.ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจทั่วไป คดีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่นจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม
2.ผู้มีสิทธิเริ่มคดีได้ต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายบัญญัติให้มีสิทธิฟ้องคดีได้
3.การดำเนินการกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมเป็นระบบกล่าวหา คือ ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ
4.คำพิพากษาของศาลย่อมมีผูกพันคู่กรณี และการบังคับคดีกระทำโดยศาลออกคำบังคับ
5.การดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเป็นการสร้างระบบควบคุมตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดเป็นวิธีพิเศษขึ้น
10.2.1 ระบบศาลยุติธรรมและขอบเขตอำนาจหน้าที่
ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคดีประเภทใดบ้าง
คดีทุกประเภทที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลาย คดีเด็กเยาวชนและครอบครัว
10.2.2 การเริ่มคดี
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีอาญามีใครบ้าง
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีอาญา ได้แก่
1)รัฐ
2)ผู้เสียหาย
10.2.3 การดำเนินกระบวนการพิจารณา
ในคดีอาญา การพิจารณาคดีต้องกระทำต่อหน้าจำเลย โดยมีข้อยกเว้นในกรณีใดบ้าง
ในคดีอาญา การพิจารณาคดีต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ยกเว้นกรณีต่อไปนี้
1.ในคดีมีอัตราจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน
2.ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจคำแถลงของโจทก์ว่าการพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใด ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยคนนั้นก็ได้
3.คดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลเห็นสมควรจะพิจารณาและสืบพยานจำเลยคนหนึ่งๆ ลับหลังจำเลยคนอื่นก็ได้
10.2.4 คำพิพากษาและการบังคับคดี
การบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตและจำเลยไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์จะต้องดำเนินการอย่างไร
ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยและไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนคดีนั้นไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง จะบังคับคดีทันทีไม่ได้ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงจะถือว่าคดีนั้นถึงที่สุด แต่ยังนำตัวจำเลยไปประหารไม่ได้ ต้องปฏิบัติในเรื่องของพระราชทานอภัยโทษก่อน
10.2.5 การดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
บุคคลใดที่อาจถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
บุคคลที่อาจถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แก่
1)ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่น บุคคลที่เป็นตัวการผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน
2)กรรมการ ป.ป.ช.
10.3 ศาลปกครอง
1.ศาลปกครองเป็นศาลชำนัญพิเศษมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้
2.ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือด ร้อนหรือเสียหายจากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
3.การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองใช้หลักการดำเนินการ โดยใช้พยานเอกสารเป็นหลักและใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณา
4.คำพิพากษาของศาลปกครองย่อมผูกพันคู่กรณีให้ต้องปฏิบัติตาม
10.3.1 ขอบเขตของอำนาจหน้าที่
คำว่า “หน่วยงานปกครอง” ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองหมายถึงหน่วยงานใด
คำว่า “หน่วยงานปกครอง” หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม “ราชการส่วนภูมิภาค” เช่น จังหวัด อำเภอ “ราชการส่วนท้องถิ่น” เช่น เทศบาล รัฐวิสาหกิจ “หน่วยราชการอื่นของรัฐ” ที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครอง “องค์กรมหาชน” หน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจปกครอง
10.3.2 การฟ้องคดีปกครอง
ในกรณีฟ้องว่าพระราชกฤษฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องฟ้องต่อศาลใด
ต้องฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด
10.3.3 การดำเนินการกระบวนพิจารณา
วิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นแบบใด
ศาลปกครองใช้วิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวนและใช้พยานเอกสารเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม จะมีการนั่งพิจารณาอย่างน้อย 1 ครั้ง
10.3.4 การพิพากษาและการบังคับคดี
คำพิพากษาของศาลปกครองมีผลย้อนหลังได้ในกรณีใด
ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่ง หรือสั่งห้ามการกระทำทั้งหมดหรือบางส่วนในกรณีฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
10.4 ศาลทหาร
1.ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายทหาร หรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารในขณะกระทำผิด
2.ผู้ฟ้องคดีในศาลทหารมีได้เฉพาะอัยการทหารและผู้เสียหายเท่านั้น
3.กระบวนการพิจารณาในศาลทหารเป็นไปตาม พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
4.คำพิพากษาของศาลทหารยังไม่มีผลบังคับทันที เมื่อศาลทหารมีคำพิพากษาลงโทษแล้วจะต้องออกหมายแจ้งโทษให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สั่งลงโทษจำเลย
10.4.1 ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลทหาร
ศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีใด
ศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ผู้กระทำผิดกฎหมายทหาร หรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารในขณะกระทำความผิดและมีอำนาจสั่งลงโทษบุคคลที่กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลทหารด้วย
10.4.2 การฟ้องคดีในศาลอาหาร
บุคคลใดมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลทหาร
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในศาลทหาร ได้แก่
1) อัยการทหาร
2) ผู้เสียหาย ภายใต้เงื่อนไข คือ
- ผู้เสียหายเป็นบุคคลในอำนาจศาลทหาร
- ความผิดที่ฟ้องร้องเกิดในเวลาปกติ
10.4.3 กระบวนพิจารณาในศาลทหาร
องค์คณะของศาลทหารแตกต่างจากศาลพลเรือนหรือไม่ อย่างไร
องค์คณะของศาลทหารแตกต่างจากศาลพลเรือน โดยจะต้องมีนายทหารเป็นองค์คณะรวมกับตุลาการพระธรรมนูญด้วย
10.4.4 ผลของคำพิพากษา
การบังคับคดีของศาลทหารแตกต่างจากการบังคับคดีของศาลพลเรือนหรือไม่
การบังคับคดีของศาลทหารแตกต่างจากการบังคับคดีของศาลพลเรือน โดยเมื่อศาลทหารพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วจะไม่ออกหมายไปยังเรือนจำ แต่จะออกหมายแจ้งไปให้ผู้บังคับบัญชาทหารทราบและสั่งลงโทษจำเลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น