วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

บทความที่6 การบัญญัติกฎหมาย






1. การบัญญัติกฎหมายตองทำตามวิธีการ เป็นขั้นตอน คือ จัดทำร่างกฎหมาย เสนอร่างกฎหมายต่อผู้มีอำนาจพิจารณา พิจารณาร่างกฎหมายเพื่อรับหลักการและแก้ไข ปรับปรุงให้เหมาะสม นำกฎหมายที่พิจารณาเห็นชอบแล้วขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมาย
2. การบัญญัติกฎหมายต้องคำนึงถึงหลักบางประการได้แก่ ความถูกต้อง ความแน่นอน ความสมบูรณ์ ความศักดิ์สิทธิ์ และสัมฤทธิ์ผล รวมทั้งความนิยมด้วย

6.1 วิธีการบัญญัติกฎหมาย
ผู้มีสิทธิเสนอให้บัญญัติกฎหมาย คือผู้ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้
2. การบัญญัติกฎหมายขึ้นใช้บังคับต้องเสนอร่างกฎหมายได้แก่รัฐสภา การพิจารณาร่างพระราช บัญญัติต้องดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคบการประชุมวุฒิสภา
3. การบัญญัติกฎหมายขึ้นใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

6.1.1 การเสนอให้บัญญัติกฎหมาย
เป็นเป็นผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติให้รัฐสภาพิจารณา ให้บอกมาให้ครบ
ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติให้รัฐสภาพิจารณา คือ
1) คณะรัฐมนตรี
2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

6.1.2 การพิจารณาร่างกฎหมาย
(1) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำกี่วาระ แต่ละวาระให้ลงมติอย่างไร
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำ 3 วาระ คือ วาระที่หนึ่ง ให้ลงมติว่ารับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งพระราชบัญญัตินั้น วาระที่สอง พิจารณาโดยคณะกรรมการที่สภาตั้งขึ้นหรือกรรมาธิการเต็มสภา แล้วรายงานให้สภาพิจารณาลงมติว่าจะแก้ไขอย่างไร หรือไม่ วาระที่สาม ให้ลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น

(2) ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ต้องยับยั้งเพราะวุฒิสภาไม่เห็นชอบ สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อใด
ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ต้องยับยั้งเพราะวุฒิสภาไม่เห็นชอบ สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ดังนี้
1) ร่างพระชาบัญญัติที่เกี่ยวกับการเงิน อาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที่
2) ร่างพระราชบัญญัติที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน อาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อพ้น 180 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภาส่งคืนมายังสภาผู้แทนราษฎร หรือวันที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา แล้วแต่กรณี

6.1.3 การบัญญัติเป็นกฎหมายใช้บังคับ
(1) พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดขึ้นใช้บังคับได้ในกรณีใด
พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดขึ้นใช้บังคับได้เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เฉพาะเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวข้องด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

(2) ร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย อาจประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายในกรณีใด หรือไม่
ร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย อาจประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ เมื่อรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

(3) พระราชกำหนดที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ จะมีผลใช้บังคับได้ในกรณีใดหรือไม่
พระราชกำหนดที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ แต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ มีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไปได้เมื่อสภาผู้แทนยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

6.2 หลักในการบัญญัติกฎหมาย
1. การบัญญัติกฎหมายจ้องคำนึงถึงความถูกต้อง คือ ถูกวิธีการ ถูกแบบ ถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษาและต้องเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในสังคมด้วย
2. การบัญญัติกฎหมายต้องคำนึงถึงความแน่นอนในถ้อยคำและข้อความ โดยให้มีความชัดเจนและรัดกุม
3. การบัญญัติกฎหมายต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์คือให้ได้สาระครบถ้วนครอบคลุมไม่ขาดตกบกพร่อง สอดคล้องไม่ขัดกัน และเชื่อมโยงไม่ขาดตอน
4. การบัญญัติกฎหมายต้องคำนึงถึงความศักดิ์สิทธิ์ คือกฎหมายที่เป็นคำบงการ (Command) ให้ใครทำอะไร ต้องให้มีสภาพบังคับ (Sanction) และต้องให้สัมฤทธิ์ผล คือให้ได้ผลบรรลุจุดประสงค์ในการตรากฎหมายฉบับนั้น
5. การบัญญัติกฎหมายต้องคำนึงถึงความนิยมเกี่ยวกับลีลา ถ้อยคำ และการใช้ตัวเลขแทนตัวหนังสือ

6.2.1 การบัญญัติกฎหมายให้ถูกต้อง
ให้บอกข้อบกพร่องของข้อความในร่างกฎหมายดังต่อไปนี้ และแก้ไขให้ถูกหลักภาษา
(1) “กรรมการร่างกฎหมายให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ซึ่งมีผลงานดีเด่นถูกยอมรับโดยวงการกฎหมาย”
ข้อบกพร่องคือการใช้คำว่า “ถูก” ประกอบคำกริยาในประโยคกรรมวาจกที่ไม่มีความหมายในทางไม่ดีนั้น ไม่เป็นที่นิยมในภาษากฎหมาย ในกรณีนี้ต้องใช้คำว่า “เป็นที่” แทนคำว่า “ถูก”
(2) “คำขอนั้น ต้องระบุชื่อ อายุ และประวัติของผู้ขอ และเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ”
ข้อบกพร่องคือ ข้อความดังกล่าวมีคำว่า “ระบุ” เป็นคำกริยาร่วมของ 2 ประโยค เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้วจะได้ความว่า “ต้องระบุชื่อ อายุ และประวัติของผู้ขอ” ประโยคหนึ่ง และ “ต้องระบุเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ” อีกประโยคหนึ่ง ซึ่งประโยคหลังนี้ผิดไปจากความมุ่งหมายที่จะให้ “ส่ง” หรือ “แนบ” เอกสารหลักฐานไม่ใช่เพียง “ระบุ” เหมือนอย่างระบุพยานในการต่อสู้คดีในศาล ควรแก้ให้ถูกต้องและเหมาะสม เป็น “ให้ผู้ขอระบุชื่อ อายุ และประวัติของตนเองลงในคำขอ และส่ง (แนบ) เอกสารหลักฐานประกอบคำขอด้วย”

(3) “ผู้ผลิตสารระเหยต้องจัดให้มี “เครื่องหมาย” ที่ภาชนะบรรจุสารระเหยเพื่อเป็นคำเตือน หรือข้อควรระวังใช้สารระเหยนั้น”
ข้อบกพร่องคือ ใช้คำว่า “เครื่องหมาย” เป็นคำหลักและใช้คำว่า “คำเตือน” กับ “ข้อควรระวัง” เป็นคำขยาย ซึ่งไม่สอดคล้องกันเพราะ “เครื่องหมาย” ไม่ได้เป็น “คำ” หรือ “ข้อ” จึงไม่ถูกหลักภาษา ถ้าจะให้ถูกต้องเปลี่ยนคำว่า “เครื่องหมาย” เป็น “ข้อความ” จึงจะสอดคล้องกัน เพราะ “ข้อความ” เป็น “คำ” ก็ได้ เป็น “ข้อ” ก็ได้

6.2.2 การบัญญัติกฎหมายให้แน่นอน
ให้บอกข้อบกพร่องของข้อความในร่างกฎหมายดังต่อไปนี้ และแก้ให้ชัดเจนและรัดกุม

(1) “ให้นำพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน มาใช้บังคับแก่ข้าราชการกรุงเทพมหานครโดยอนุโลม”
ข้อบกพร่องคือ ใช้คำว่า “พระราชบัญญัติระเบียบข้อราชการพลเรือน” ซึ่งเป็นคำเฉพาะ โดยไม่ระบุ พ.ศ. ที่ตราพระราชบัญญัติฉบับนั้นไม่ถูกต้องเพราะไม่ชัดเจนว่าเป็นพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับไหน เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนมีการแก้ไขหลายฉบับ ต้องแกคำว่า “พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน” เป็น “กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน” ซึ่งเป็นคำสามัญที่หมายถึงฉบับที่ใช้อยู่รวมทั้งฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ใช้อยู่ด้วย

(2) “เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่สำหรับการเล่นกีฬาและพลศึกษา”
ข้อบกพร่องคือ คำว่า “พลศึกษา” ซึ่งหมายถึง “การสอนวิชาพละ” มาเขียน ให้เป็นหน้าที่ของเทศบาลที่จะต้องจัดให้มีและบำรุงรักษารวมกับสถานที่สำหรับการเล่นกีฬา จึงไม่ชัดเจนและไม่ตรงกับความมุ่งหมายที่จะให้เทศบาลจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่สำหรับออกกำลังกาย จึงต้องแก้เป็น “เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่สำหรับการเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย (หรือการบริหารร่างกาย)”

(3) “ถ้าพยานหลักฐานยืนยันสอดคล้องกัน น่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษไล่ออกหรือปลดออก”
ข้อบกพร่องคือ ไม่รัดกุม เพราะคำว่า “น่าเชื่อ” ยังอยู่ในลักษณะมีมลทินหรือมัวหมอง ยังฟังไม่ได้ว่า กระทำผิดที่จะถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออก ถ้ามีพยานหลักฐานยืนยันแน่นอนก็ต้อง เชื่อได้” ไม่ใช่ “น่าเชื่อ” จึงต้องแก้เป็น “ถ้ามีพยานหลักฐานยืนยันสอดคล้องกัน ฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษไล่ออกหรือปลดออก”

6.2.3 การบัญญัติกฎหมายให้สมบูรณ์
ในการร่างเป็นพระราชบัญญัติ หากมีรายละเอียดเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินั้น โดยเหมาะสมกับเวลาหรือสถานที่ซึ่งยังไม่อาจกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินั้นได้ ควรร่างอย่างไรจึงจะสมบูรณ์
ควรร่างออกให้เป็นกฎหมายลูกอีกชั้นหนึ่ง เช่น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้ออกเป็นกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ หรือให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินั้น หรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินั้นกำหนดรายละเอียดก็ได้

6.2.4 การบัญญัติกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผล
มาตรการบังคับ (Sanction) ที่จะเขียนในกฎหมายเพื่อดำเนินการในกรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นมีอะไรบ้าง ยกมา 3 ประการ
มาตรการบังคับ (Sanction) ที่จะเขียนในกฎหมายมีหลายประการ เช่น
1) มาตรการทางแพ่ง เช่น ไม่รับรู้ผลในกฎหมาย คือ ให้การกระทำนั้นเป็นโมฆะ
2) มาตรการตามกฎหมายปกครอง เช่น พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต
3) มาตรการทางอาญา ให้ได้รับโทษทางอาญา เช่น ประหารชีวิต จำคุก ปรับ

6.2.5 การบัญญัติกฎหมายให้ต้องตามความนิยม
ในการร่างพระราชบัญญัติ หากมีคำที่เกี่ยวกับจำนวนนับ หรือลำดับ ควรใช้ตัวเลขหรือตัวหนังสือ
บางกรณีนิยมใช้ตัวเลข บางกรณีนิยมใช้ตัวหนังสือ คือ
กรณีที่ใช้ตัวเลข
(1) วันที่ พ.ศ. เช่น “ให้ไว้ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2518”
(2) จำนวนนับที่ไม่ใช่เนื้อหาสาระในกฎหมาย เช่น “เป็นปีที่ 30 ในรัชกาลปัจจุบัน”
(3) หมวด ส่วน มาตรา และอนุมาตราของกฎหมาย เช่น “หมวด 1” “ส่วนที่ 1” “มาตรา 6 (1)”
(4) หมายเลขเอกสารแนบท้ายกฎหมาย เช่น “บัญชีหมายเลข 3”
(5) ลำดับชั้นหรือขั้น เช่น “ตำแหน่งระดับ 10 รับเงินเดือนในอันดับ 10 ซึ่งมี 31 ขั้น”
(6) อันดับขั้นเงินเดือน เช่น “อันดับ 11 ขั้น 42,120 บาท”
(7) อัตราค่าธรรมเนียมในบัญชีท้ายกฎหมาย เช่น “ค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาต 100 บาท”
กรณีที่ใช้ตัวหนังสือ
(1) จำนวนนับที่เป็นเนื้อหาสาระในกฎหมาย เช่น “ใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ห้านับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต”
(2) วรรคของมาตรา เช่น “คู่ความตามวรรคหนึ่ง” “พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง”
(3) อายุของบุคคล เช่น “มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี”
(4) ระยะเวลาเป็นชั่วโมง วัน เดือน ปี เช่น “ให้อุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับจากวันทราบคำสั่ง”
(5) โทษทางอาญา เช่น “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

3 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดีมากเลยครับ
อยากเก่งกฏหมายครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เรื่องของกฏหมายนี่เปนอะไรที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งจิงๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อยากเรียนกฏหมาย จัง